เรื่องต้องรู้ ก่อนคำนวณภาษี ปี 2562

ทั่วไป

8,789 VIEWS

เทศกาลคำนวณภาษีวนกลับมาอีกครั้ง และวันนี้ iTAX จะรวมทุกสิ่งที่ผู้เสียภาษีจำเป็นต้องรู้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการยื่นภาษีประจำปี 2562 ที่กำลังจะมาถึงอีกไม่กี่อึดใจ ถ้าอยากรู้ว่า ยื่นภาษีปี 2562 ต่างจากปีอื่นอย่างไร? เงื่อนไขการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2562 ต่างจากปีที่แล้วอย่างไร? และในการเริ่มต้นคำนวณภาษีแต่ละครั้ง เราในฐานะผู้เสียภาษีต้องรู้อะไรบ้าง? เลื่อนลงมาเลย!

1. ต้องรู้ว่าตลอดปีที่ผ่านมา มีรายได้เท่าไหร่?

ก่อนจะเริ่มต้นคำนวณภาษี คุณจะต้องรู้ก่อนว่า ตลอดปีที่ผ่านมาคุณมีรายได้เท่าไหร่? รายได้ของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษีหรือไม่? และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากการทำงานประจำแค่ทางเดียว

กฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 120,000 บาท (รายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท) ไม่ต้องทำการยื่นภาษี และกำหนดขอบเขตรายได้ที่ต้องทำการยื่นภาษีและเสียภาษีไว้ดังนี้

  • เงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท = ไม่ต้องยื่นภาษี
  • เงินเดือนไม่เกิน 26,583.33 = ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • เงินเดือนมากกว่า 26,583.33 = ต้องยื่นภาษี และต้องเสียภาษี
  • กรณีไม่ได้จ่ายประกันสังคม และ เงินเดือนไม่เกิน 25,833.33 = ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • กรณีจ่ายประกันสังคม และมีเงินเดือนเกิน 25,833.33 = ต้องยื่นภาษี และต้องเสียภาษี

เพิ่มเติมที่ : รู้ยัง เงินเดือนเท่าไหร่ถึงไม่ต้องเสียภาษี?

2. ต้องรู้ว่า การคำนวณภาษี มี 2 วิธี

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคิดเป็นรายปีปฏิทิน หรือที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันว่า ปีภาษี โดยวิธีคำนวณภาษีมีอยู่ 2 วิธี คือ

1. การคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิแบบขั้นบันได 0 – 35% โดยสามารถคำนวณได้จากสมการ

“เงินได้ – ค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท – ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท = เงินได้สุทธิ”

จากนั้นนำ

“เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่าย”

ซึ่งการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได จะเพิ่มขึ้นตามเงินได้สุทธิของผู้เสียภาษี ซึ่งอัตราภาษีปัจจุบันคือ

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษี
0 – 150,000ได้รับการยกเว้นภาษี
>150,000 – 300,000 5%
>300,000 – 500,00010%
>500,000 – 750,00015%
>750,000 – 1,000,00020%
>1,000,000 – 2,000,00025%
>2,000,000 – 5,000,00030%
>5,000,00035%

ตัวอย่าง

หากคุณมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท จะมีรายได้รวมทั้งปี (12 เดือน) คือ 360,000 บาท

เงินได้ ฿360,000 – ค่าใช้จ่าย 50% แต่ไม่เกิน ฿100,000  – ค่าลดหย่อนส่วนตัว ฿60,000 = เงินได้สุทธิ ฿200,000 

จากนั้น นำเงินได้สุทธิ ฿200,000 x อัตราภาษี 5% = ภาษีที่ต้องจ่าย ฿2,500

นั่นหมายความว่า ภาษีที่คุณต้องจ่ายจะอยู่ที่ 2,500 บาท เป็นต้น

2. การคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5% โดยปกติแล้วการคำนวณภาษีแบบเหมามักจะใช้ในกรณีที่ คุณมีรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากรายได้จากงานประจำหรือเงินเดือน ซึ่งเป็นการคำนวณโดยการนำรายได้ที่นอกเหนือจากเงินเดือนทั้งหมด คูณ 0.5% จึงจะได้ค่าภาษีที่คุณต้องจ่าย

เงินได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน x 0.005 = ภาษีที่ต้องจ่าย

อ่านมาถึงตรงนี้ คนที่มีรายได้หลายทาง หรือ มีรายได้ที่นอกเหนือจากเงินเดือนไม่ต้องตกใจไป เพราะวิธีการคำนวณภาษีแบบเหมานั้น จะถูกนำมาใช้คำนวณภาษีก็ต่อเมื่อ

  • เมื่อคำนวณรายได้ทุกทางยกเว้นเงินเดือน แล้วพบว่า มีรายได้อื่นๆ ที่นอกจากเงินเดือนรวมกันเกิน 1,000,000 บาท หรือ มีค่าภาษีที่ต้องเสียเกิน 5,000 บาท (หากคำนวณแล้วได้ค่าภาษีต่ำกว่า หรือ 5,000 พอดี วิธีคำนวณนี้จะไม่ถูกนำมาใช้)
  • คำนวณภาษีแบบเหมาแล้วพบว่า ค่าภาษีแบบเหมามากกว่าการคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

เพิ่มเติมที่ : อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

3. รู้ค่าภาษีตามฐานเงินเดือนเบื้องต้น

ได้รับเงินเดือน (บาท)เสียภาษีในอัตรา (%)เสียภาษีไม่เกิน (บาท)
20,000– 
30,0005%2,050
40,00010%8,600
50,00010%20,600
60,00010%35,150
70,00015%53,150
80,00020%73,200
90,00020%97,200
100,00025%122,750

หมายเหตุ ค่าภาษีตามฐานเงินเดือนนี้ เป็นการคิดแบบเบื้องต้น โดยมีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และ เงินประกันสังคม 9,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากคุณมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่นๆ เพิ่ม โอกาสที่คุณจะจ่ายภาษีที่ถูกลงก็เพิ่มตามไปด้วยเช่นกัน

4. รู้ค่าลดหย่อนภาษีประจำปี 2562 มีอะไรบ้าง

ในการคำนวณภาษีทุกครั้ง คุณจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าในปีนั้นๆ มีสิทธิลดหย่อนภาษีอะไรที่เปลี่ยนไป และคุณสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอะไรได้บ้าง เพื่อที่คุณจะได้เลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้ตรงกับความต้องการของตัวเอง และช่วยให้จ่ายภาษีได้ถูกลง รวมถึงช่วยเพิ่มโอกาสในการรับเงินคืนภาษีอีกด้วย

รายการลดหย่อนที่ใช้ได้อัตราค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ (บาท)หมายเหตุ
ค่าลดหย่อนส่วนตัว60,000 
ค่าลดหย่อนคู่สมรส60,000

– กฎหมายกำหนดให้ใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 1 คน

– ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

 ค่าลดหย่อนบุตร30,000 – 60,000

– ลดหย่อนบุตรได้คนละ 30,000 บาท

– บุตรคนที่ 2 หรือบุตรที่เกิดในปี 256 ใช้สิทธิลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท 

– ลดหย่อนได้ในกรณีที่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย

ค่าลดหย่อนบิดามารดา30,000

– สำหรับคนที่เลี้ยงดูพ่อแม่เอง สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คนละ 30,000 บาท

– ระวังการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อน ในกรณีที่มีพี่น้อง

ค่าลดหย่อนผู้พิการ หรือ ทุพพลภาพคนละ 60,000  
ค่าฝากครรภ์และทำคลอดใช้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 60,000บาทต้องเป็นค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ที่จ่ายตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป
เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป / เงินฝากแบบมีประกันชีวิตลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

– ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่มีความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป

– เป็นประกันที่ทำกับบริษัทประกันในไทยเท่านั้น

เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท 

เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง

ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทค่าเบี้ยประกันสุขภาพ เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป และ เงินฝากแบบมีประกันชีวิต จะสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ ไม่เกิน 500,000 บาทต้องถือไว้ครบ 7 ปีปฏิทิน (ซื้อได้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 59 – 31 ธ.ค. 62 )
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) / กบข. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกองทุนสังเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ   ไม่เกิน 500,000 บาท 
เบี้ยประกันชีวิตบำนาญลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาทเมื่อรวมกับค่าลดหย่อนข้อ 11 จะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท
เงินประกันสังคมลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 9,000 บาทลดหย่อนได้ในกรณีที่ทำการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเท่านั้น
โครงการบ้านหลังแรกลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ในปีภาษี 2562 เท่านั้น)

– สิทธิพิเศษสำหรับคนที่ซื้อบ้านหลังแรกตั้งแต่ 30 เมษา – 31 ธันวา 62 เท่านั้น

–  สำหรับคนที่ซื้อบ้านหลังแรก ระหว่าง 13 ต.ค. 58 – 31 ธ.ค. 59 สามารถใช้สิทธิลดหย่อนสูงสุดปีละ 120,000 เป็นระยะเวลา 5 ปี

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดปีละ 13,200 บาท

– สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับคนที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนแห่งชาติเท่านั้น

– เมื่อรวมกับ กองทุน RMF, กบข., กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนสังเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน, เบี้ยประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัยลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท– ในกรณีที่เป็นการซื้อที่อยู่อาศัยแบบกู้ร่วม สิทธิลดหย่อนภาษีจะเฉลี่ยตามจำนวนคนที่ร่วมกู้
เงินลงทุนธุรกิจ Startupลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทสิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับคนที่ลงหุ้น หรือ ลงทุนในธุรกิจ Startup ตั้งแต่ 1 ม.ค. 61 – 31 ธ.ค. 62
ค่าธรรมเนียมจากการรับบริการชำระบัตรเดบิตลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่จ่ายจริง ระหว่าง 1 พ.ย. 59 – 31 ธ.ค. 64เฉพาะการรับชำระเงินค่าเช่า, ค่าวิชาชีพอิสระ, ค่ารับเหมา (ทั้งค่าแรงและค่าของ), เงินได้จากการประกอบธุรกิจอื่นๆ
เงินบริจาคพรรคการเมืองลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท 
ค่าซ่อมบ้านน้ำท่วมลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต้องเป็นค่าใช้จ่ายจากการซ่อมแซมบ้าน ที่จ่ายภายในวันที่ 3 ม.ค. – 31 ม.ค. 62
ค่าซ่อมรถน้ำท่วมลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาทต้องเป็นค่าใช้จ่ายจากการซ่อมรถจากน้ำท่วม ที่จ่ายภายในวันที่ 3 ม.ค. – 31 ม.ค. 62
ช้อปช่วยชาติลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทสำหรับสินค้าที่ซื้อระหว่าง 1 – 16 ม.ค. 2562
ค่าลดหย่อนท่องเที่ยว 2562ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 – 20,000 บาทสำหรับสินค้าที่ซื้อระหว่าง 30 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2562
ค่าลดหย่อนสินค้าท่องเที่ยวและกีฬา 2562ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทสำหรับสินค้าที่ซื้อระหว่าง 1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2562
ค่าลดหย่อน OTOP 2562ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทสำหรับสินค้าที่ซื้อระหว่าง 30 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2562
ค่าลดหย่อนหนังสือ และ e-book 2562ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาทต้องเป็นการซื้อหนังสือ และ e-book ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 62
เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา พัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน 
เงินบริจาคทั่วไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน 

5. รู้ว่าต้องใช้เอกสารอะไรในการยื่นภาษี

ในการยื่นภาษี คุณจำเป็นที่จะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ไว้ให้เรียบร้อย และเอกสารต่างๆ จะช่วยให้คุณยื่นภาษีได้เร็ว ลดโอกาสที่จะทำให้คุณยื่นภาษีผิดพลาด และที่สำคัญไปกว่านั้น เอกสารยังมีส่วนช่วยให้คุณได้รับเงินคืนภาษีไวขึ้นอีกด้วย และเอกสารที่คุณต้องเตรียมสำหรับการยื่นภาษี ประกอบไปด้วย

5.1 หนังสือรับรองรายได้ หรือ หนังสือหัก ณ ที่จ่าย (ทวิ 50)

หนังสือหัก ณ ที่จ่าย หรือ ใบ 50 ทวิ คือ เอกสารที่ระบุรายได้ที่คุณได้รับจากผู้ว่าจ้าง และภาษีที่ถูกหักไว้ รวมถึงเงินสมทบประกันสังคม, เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่คุณจ่ายไปตลอดทั้งปีด้วย นั่นหมายความว่า คุณจะต้องถามหาเอกสารฉบับนี้จากผู้ว่าจ้างไว้ให้เรียบร้อย iTAX ขอแอบกระซิบว่า

  • หากคุณมีรายได้จากการทำงานประจำ ผู้ว่าจ้างจะต้องออกใบ 50 ทวิ ให้ภายในวันที่ 15 ก.พ. ของปีถัดไป
  • แต่หากคุณออกจากงานระหว่างปี ผู้ว่าจ้างจะต้องออกใบ 50 ทวิ ให้ภายใน 1 เดือน นับจากวันที่คุณสิ้นสุดการทำงานในบริษัทนั้น

หมายเหตุ

  • กรณีที่คุณมีรายได้เงินปันผลกองทุน, ดอกเบี้ยเงินฝากคงที่, ดอกเบี้ยหุ้นกู้/ธนบัตร, อย่าลืมขอเอกสารรับรองรายได้จากธนาคารหรือนายทะเบียนด้วย
  • กรณีที่คุณต้องการขอเครดิตภาษีเงินปันผล ต้องไม่ลืมขอหนังสือรับรองรายได้และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ระบุรายได้เงินปันผล ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และอัตราภาษีนิติบุคคลที่จ่ายเงินปันผล จากศูนย์ฝากหลักทรัพย์ (TSD) ด้วย

5.2 เอกสารรับรองการจ่ายค่าเบี้ยประกัน

ในกรณีที่คุณมีการ ซื้อประกันชีวิตลดหย่อนภาษี หรือ ซื้อประกันสุขภาพลดหย่อนภาษี อย่าลืมเก็บเอกสารรับรองการจ่ายค่าเบี้ยประกันจากบริษัทประกันไว้เป็นหลักฐานด้วย เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความยุ่งยากจากกรณีที่สรรพากรเรียกหาเอกสารภายหลัง

5.3 เอกสารรับรองค่าลดหย่อน

ไม่ว่าจะเป็น เอกสารรับรองดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย, หนังสือรับรองการ ซื้อกองทุน LTF/RMF เป็นต้น และในกรณีที่คุณต้องการใช้

  • ค่าลดหย่อนบิดามารดา หากคุณต้องการใช้สิทธิค่าลดหย่อนพ่อแม่ เราแนะนำให้คุณตกลงกับพี่น้องให้เรียบร้อยว่า ใครจะเป็นคนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่ เพราะย้ำกันอีกครั้งว่า สิทธิลดหย่อนภาษีพ่อแม่ ยื่นขอใช้สิทธิซ้ำซ้อนกันไม่ได้ จากนั้นให้เตรียมหนังสือรับรองการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ลย.03  ให้พ่อแม่เซ็นชื่อกำกับ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการลดหย่อนภาษีด้วย (ดาวน์โหลด ลย. 03 ได้ที่ www.rd.go.th)
  • ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ หากคุณอุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ สามารถใช้บัตรประจำตัวผู้พิการ ใบรับรองแพทย์ และเอกสารรับรองการเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ทุพพลภาพ (ล.ย. 04) เป็นหลักฐานในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ (ดาวน์โหลดเอกสาร ลย. 04 ได้ที่ www.rd.go.th)

5.4 เอกสารรับรองการจ่ายเบี้ยประกันสังคม (กรณีฟรีแลนซ์)

ในกรณีที่คุณไม่ได้ทำงานประจำ แต่รับงานเป็นฟรีแลนซ์ และทำการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไว้ คุณสามารถนำเงินสมทบที่จ่ายไปมาลดหย่อนภาษีได้เหมือนมนุษย์เงินเดือนคนอื่นๆ แต่เราแนะนำให้คุณทำการรวบรวมใบเสร็จรับเงินที่จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมจากสำนักงานประกันสังคมไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีด้วย

เพิ่มเติมที่ : ฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง?

5.5 ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี

ปี 2562 มีค่าลดหย่อนที่เพิ่มมาจากเดิมมากมาย อาทิ ค่าลดหย่อนช้อปช่วยชาติ, ค่าลดหย่อนท่องเที่ยว 2562, ค่าลดหย่อนจากการซื้อสินค้าและอุปกรณ์กีฬา เป็นต้น หากคุณทำการซื้อสินค้าที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ อย่าลืมขอใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี หรือ เอกสารที่กรมสรรพากรกำหนดจากร้านค้าและผู้ให้บริการ เพื่อเป็นหลักฐานในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีด้วย

6. เรื่องที่หลายคนเข้าใจผิด

ผู้เสียภาษีหลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า ไม่ว่าจะมีรายได้ทั้งปีเท่าไหร่ ก็สามารถนำรายได้ทั้งปีมาคูณอัตราภาษีได้ทันที ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด สิ่งที่ถูกคือ

คุณต้องนำเงินได้พึงประเมิณ (รายได้) มาลบ ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน จึงจะได้ เงินได้สุทธิ หรือ ฐานภาษีที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การนำรายได้ทั้งปีมาคูณอัตราภาษี โดยที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนส่วนตัว จะทำให้คุณเสียภาษีมากกว่าที่ควรจะเป็น และทำให้คุณเสียเปรียบและเสียโอกาสทางภาษี เนื่องจากคุณยังไม่มีโอกาสใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนส่วนตัว รวมถึง สิทธิลดหย่อนภาษีต่างๆ ตามกฎหมาย ที่จะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้นั่นเอง

ส่วนผู้เสียภาษีคนไหนที่อ่านบทความนี้จบและรู้สึกว่า ภาษีเป็นเรื่องยุ่งยาก และยังคงไม่เข้าใจว่าจะเริ่มต้นคำนวณภาษีอย่างไร คุณสามารถใช้บริการคำนวณภาษีที่แอปฯ iTAX Pro ได้ฟรี (ทั้ง iOS และ android) แล้วคุณจะรู้ว่า การคำนวณภาษีอย่างถูกต้องไม่ยากอย่างที่คิด

error: Content is protected !!