สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ ภาษีเมื่อออกจากงาน

ภาษี

15,485 VIEWS

การออกจากงานประจำอาจเกิดได้ทั้งเต็มใจและไม่เต็มใจ ซึ่งนอกจากความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานแล้ว ภาษีก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน บทความนี้จึงนำเสนอเพื่อให้ผู้ที่ออกจากงานระหว่างปีทราบว่ามีประเด็นภาษีอะไรที่ควรทราบบ้าง เพื่อจะได้วางแผนภาษีและดำเนินการได้อย่างถูกต้องต่อไป

ออกจากงานและได้รับเงินก้อนจากนายจ้าง

หากได้รับเงินก้อน โดยปกติแล้วกฎหมายจะตีความว่าเป็นรายได้จากงานประจำลักษณะเดียวกับเงินเดือน (เงินได้ประเภทที่ 1) เนื่องจากเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งเงินก้อนที่ได้รับนี้อาจมาจากหลายส่วน โดยแบ่งเป็นรายการย่อยได้ดังนี้

1. เงินค่าชดเชย

เงินค่าชดเชยเป็นเงินที่คุณมีสิทธิได้รับตามกฎหมายแรงงานเนื่องจากถูกเลิกจ้าง ไล่ออก เกษียณอายุ หรือหมดสัญญาจ้าง โดยที่ลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายผิด ดังนั้น หากเป็นกรณีที่คุณลาออกเองด้วยความสมัครใจหรือถูกไล่ออกเพราะความผิดร้ายแรงบางอย่างของลูกจ้าง คุณจะไม่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากนายจ้างได้

ทั้งนี้ อัตราค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานจะคิดตามอายุที่ทำงานกับนายจ้างรายนี้และใช้อัตราเงินเดือนล่าสุดสำหรับการคำนวณค่าชดเชย ซึ่งสรุปเป็นตารางดังนี้ (อ้างอิงจาก มาตรา 118 พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541)

อายุงานอัตราค่าชดเชยขั้นต่ำ
ไม่ถึง 120 วันไม่มีสิทธิได้รับ
120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปีได้เท่ากับค่าจ้าง 30 วัน (ประมาณ 1 เดือน)
1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปีได้เท่ากับค่าจ้าง 90 วัน (ประมาณ 3 เดือน)
3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปีได้เท่ากับค่าจ้าง 180 วัน (ประมาณ 6 เดือน)
6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปีได้เท่ากับค่าจ้าง 240 วัน (ประมาณ 8 เดือน)
ตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไปได้เท่ากับค่าจ้าง 300 วัน (ประมาณ 10 เดือน)

1.1 ได้รับค่าชดเชยเพราะถูกเลิกจ้างหรือไล่ออก

หากค่าชดเชยที่ได้รับเป็นเพราะคุณถูกเลิกจ้างหรือไล่ออก ค่าชดเชยที่ได้รับ 300,000 บาทแรกจะได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แต่ส่วนที่เกินจากนั้นจะต้องนำมาเสียภาษี

เช่น ถ้าได้รับค่าชดเชยมาในอัตรา 300 วัน เป็นเงิน 360,000 บาท ค่าชดเชยที่ได้รับ 300,000 บาทแรกจะได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี แต่ส่วนที่เหลือ 60,000 บาทยังต้องนำมาเสียภาษีอยู่

1.2 ได้รับค่าชดเชยเพราะเกษียณหรือหมดสัญญาจ้าง

แต่ถ้าคุณได้รับค่าชดเชยเพราะเกษียณอายุการทำงาน (เช่น ข้อบังคับบริษัทให้เกษียณอายุตอน 55 ปี) หรือหมดสัญญาจ้าง (เช่น ทำสัญญาจ้างแรงงานแบบมีกำหนดเวลาแล้วนายจ้างตัดสินใจไม่ต่อสัญญา) ค่าชดเชยดังกล่าวจะต้องนำมาเสียภาษีทั้งจำนวน จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องภาษีเหมือนกรณีถูกเลิกจ้างหรือไล่ออก แต่อย่างใด

สรุปเรื่องค่าชดเชย

  • ถ้าได้รับเพราะถูกเลิกจ้างหรือไล่ออก ได้รับยกเว้นภาษีสำหรับ 300,000 บาทแรก
  • ถ้าได้รับเพราะเกษียณหรือหมดสัญญาจ้าง ไม่ได้รับยกเว้นภาษีเลย
  • ถ้าลาออกเองด้วยความสมัครใจหรือถูกไล่ออกเพราะความผิดร้ายแรงบางอย่างของตัวลูกจ้างเอง จะไม่ได้รับเงินค่าชดเชย

2. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับเงินใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เมื่อคุณออกจากงานไม่ว่าจะด้วยความสมัครใจ เกษียณ หมดสัญญาจ้าง หรือถูกเลิกจ้างก็ตาม คุณจะมีทางเลือก 3 ทาง ได้แก่

2.1 ถอนออกมาเป็นเงินสด

เงินที่คุณถอนออกมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะแบ่งเป็น 4 ส่วน

ก) เงินสะสมของคุณเองที่ถูกหักออกจากเงินเดือนก่อนหน้านี้
ข) ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสะสม
ค) เงินสมทบจากนายจ้าง
ง) ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบของนายจ้าง

หากคุณถอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินสดออกมา โดยปกติกฎหมายกำหนดให้คุณต้องนำเงินที่ได้จาก ข) ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสะสมค) เงินสมทบจากนายจ้าง และ ง) ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบของนายจ้าง มาเสียภาษีด้วย ส่วน ก) เงินสะสมของคุณเองที่ได้รับคืนมา ไม่ต้องนำไปเสียภาษีแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบ 5 ปีแล้ว (อ้างอิง ข้อ 3 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 188))  และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ด้วย เงินที่คุณถอนออกมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด (อ้างอิงจาก ข้อ 2(36) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509))

2.2 ขอคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปก่อน

หากคุณเลือกที่จะไม่ถอนออกมาเป็นเงินสด คุณสามารถเลือกขอคงเงินทั้งหมดไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปก่อนและคงการเป็นสมาชิกต่อไปได้ โดยที่ลูกจ้างและนายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนแล้วตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน หรือไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่วันที่ออกจากงาน (อ้างอิงจาก มาตรา 23/3 พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530) ซึ่งตราบเท่าที่คุณยังไม่ถอนเงินออกมา ก็จะยังไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้นับอายุการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ โดยกรณีนี้รวมถึงกรณีที่คุณหางานใหม่ได้แล้วโอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังที่ทำงานใหม่ กฎหมายก็ยังอนุญาตให้นับอายุการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่อเนื่องไปได้ด้วยเช่นกัน (อ้างอิงจาก ข้อ 5 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 188)) ดังนั้น หากภายหลังคุณเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบ 5 ปีแล้ว (อ้างอิงข้อ 3 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 188)) และอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ด้วย เงินที่คุณถอนออกมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด (ตามประกาศ ข้อ 2(36) กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509))

2.3 โอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ปัจจุบัน นอกจากรอโอนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างใหม่แล้ว กฎหมายยังเพิ่มช่องทางให้ผู้ที่ออกจากงานระหว่างปีสามารถโอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเป็น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้ด้วย (อ้างอิง มาตรา 23/4 พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530) ซึ่งหากคุณเลือกวิธีนี้ ก็จะยังไม่มีการถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาเป็นเงินสด ทำให้คุณยังไม่ต้องเสียภาษีสำหรับเงินก้อนนี้แต่อย่างใด

สรุปเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เมื่อออกจากงาน คุณมีทางเลือก 3 ทาง ได้แก่

  • ถอนออกมาเป็นเงินสด (โดยปกติจะเสียภาษี)
  • ขอคงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปก่อน (ยังไม่ต้องเสียภาษี)
  • โอนย้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเป็น RMF (ยังไม่ต้องเสียภาษี)

3. เงินก้อนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้

เมื่อคุณออกจากงานไม่ว่าโดยสมัครใจหรือถูกเลิกจ้าง คุณอาจจะได้รับเงินอื่นๆ นอกเหนือจากค่าชดเชยและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย อาทิ

  • สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (เงินก้อนที่จ่ายเมื่อถูกเลิกจ้างกะทันหัน)
  • ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้ใช้
  • เงินเดือนที่ยังค้างชำระ
  • ค่าเสียหายที่เรียกร้องจากการถูกเลิกจ้าง
  • เงินบำเหน็จอื่นๆ หรือเงินก้อนสุดท้ายประเภทอื่นที่นายจ้างเก่าจ่ายให้เพราะเหตุออกจากงาน (เช่น ลาออก, เลิกจ้างหรือไล่ออก) หรือ เงินเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) ที่นายจ้างจ่ายให้ เป็นต้น

เงินเหล่านี้จะถูกตีความว่าเป็นรายได้จากงานประจำลักษณะเดียวกับเงินเดือน (เงินได้ประเภทที่ 1) ซึ่งต้องนำไปเสียภาษีด้วย


วิธีเสียภาษีสำหรับเงินก้อนที่ได้รับเมื่อต้องออกจากงาน

เงินก้อนที่คุณได้รับเพราะออกจากงานโดยปกติจึงต้องนำไปเสียภาษีประจำปีด้วย โดยทางเลือกการเสียภาษีจะแบ่งตามอายุงานของคุณดังนี้

1) ทำงานครบ 5 ปีแล้ว

หากทำงานครบ 5 ปีแล้ว (นับตั้งแต่วันที่เริ่มงานจนถึงวันที่ออกจากงาน) คุณสามารถเลือกได้ว่าจะนำเงินก้อนที่ได้รับนี้มารวมคำนวณภาษีกับเงินได้ประเภทอื่นๆ หรือจะแยกคำนวณภาษีต่างหากก็ได้ (อ้างอิง ข้อ 2 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45)) แต่การแยกคำนวณภาษีสำหรับกรณีนี้จะใช้วิธีที่แตกต่างจากวิธี ยื่นภาษี ปกติทั่วไป

เนื่องจากคุณจำเป็นต้องใช้ “ใบแนบ ภ.ง.ด. 90, 91 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นๆ” ในการยื่นภาษีด้วย (ดูตัวอย่างด้านล่าง) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการแยกคำนวณภาษีสำหรับกรณีนี้มักจะช่วยให้คุณเสียภาษีถูกกว่าการนำไปรวมคำนวณภาษีกับรายได้อื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้และค่าลดหย่อนของแต่ละบุคคลด้วย

ใบแนบ ภ.ง.ด. 90, 91

ตัวอย่างใบแนบ ภ.ง.ด. 90, 91 กรณีคำนวณเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานเฉพาะที่เลือกเสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นๆ

คุณสามารถใช้ iTAX เพื่อคำนวณภาษีและเตรียมแบบฟอร์มภาษีกรณีได้รับเงินก้อนเพราะออกจากงานได้อย่างถูกต้องในทุกกรณี โดย iTAX เตรียมแบบฟอร์มดังกล่าวให้คุณด้วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ที่ www.itax.in.th

2) ทำงานยังไม่ครบ 5 ปี

หากคุณทำงานกับนายจ้างรายนี้ยังไม่ครบ 5 ปี (นับตั้งแต่วันที่เริ่มงานจนถึงวันที่ออกจากงาน) กฎหมายกำหนดให้คุณต้องนำเงินที่ได้รับจากเหตุออกจากงานทั้งหมดไปคำนวณภาษีเป็นรายได้จากงานประจำ (เงินได้ประเภทที่ 1) (และต้องคำนวณภาษีรวมกับรายได้ประเภทอื่นๆ ด้วย (ถ้ามี)) โดยไม่สามารถแยกคำนวณเหมือนกรณีทำงานครบ 5 ปีได้

สรุปเรื่องวิธีเสียภาษี

  • ถ้าทำงานครบ 5 ปีแล้ว เลือกนำเงินก้อนมารวมคำนวณภาษีหรือแยกคำนวณภาษีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใดก็ต้องยื่นภาษีประจำปีอยู่ดี เพียงแต่หากเลือกวิธีแยกคำนวณภาษีจะต้องใช้ใบแนบฯ เพิ่มอีก 1 ใบ
  • ถ้าทำงานยังไม่ครบ 5 ปี คุณต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตามปกติร่วมกับรายได้จากงานประจำ (เงินได้ประเภทที่ 1) ที่คุณได้รับระหว่างปี ไม่สามารถเลือกวิธีแยกคำนวณภาษีได้

ออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินก้อนจากนายจ้าง

กรณีที่คุณออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินก้อนใดๆ จากนายจ้างหรือบริษัทนอกเหนือจากเงินเดือน เงินที่คุณต้องนำมาเสียภาษีประจำปีจะมีเพียงเงินเดือนที่ได้รับระหว่างปีตามปกติเท่านั้น ไม่มีประเด็นภาษีอื่นใดต้องกังวล สามารถยื่นภาษีตามปกติได้เลย

เงินทดแทนประกันสังคม

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ได้เงินทดแทนประกันสังคมเพราะตกงานต้องเสียภาษีมั้ย

ไม่ว่าคุณถูกไล่ออกหรือลาออกเอง หากคุณจ่ายประสังคมอยู่ก็มีสิทธิได้เงินทดแทนประกันสังคมด้วย ซึ่งเงินทดแทนการขาดรายได้ดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีอยู่แล้ว (อ้างอิง มาตรา 42(25) ประมวลรัษฎากร) ไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีหรือเสียภาษีแต่อย่างใด ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกันดังนี้

1) กรณีถูกเลิกจ้าง

คุณจะได้รับเงินทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือน โดยจะจ่ายให้เป็นรายเดือน แต่โดยปกติเงินทดแทนการขาดรายได้นี้จะถูกกำหนดไว้สูงสุดไม่เกินเดือนละ ฿7,500 โดยจะได้รับเงินทดแทนนี้เป็นเวลา 180 วัน (ประมาณ 6 เดือน) ตลอดช่วงเวลาที่ตกงาน

2) กรณีลาออกเอง

คุณจะได้รับเงินทดแทนในอัตรา 30% ของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือน โดยจะจ่ายให้เป็นรายเดือน แต่โดยปกติเงินทดแทนการขาดรายได้นี้จะถูกกำหนดไว้สูงสุดไม่เกินเดือนละ ฿4,500 โดยจะได้รับเงินทดแทนนี้เป็นเวลา 90 วัน (ประมาณ 3 เดือน) ตลอดช่วงเวลาที่ตกงาน

สรุป

หากคุณได้รับเงินก้อนเพราะเหตุออกจากงาน เงินที่คุณได้รับแต่ละรายการมีผลต่อภาษี และหน้าที่ในการยื่นภาษีของคุณด้วย เพื่อความสะดวกในการยื่นภาษีปีนี้ iTAX สามารถช่วยคุณเตรียมแบบฟอร์มที่จำเป็นต้องใช้ให้คุณได้ในทุกกรณีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้คุณจัดการภาษีของคุณได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วที่สุดในฐานะผู้เสียภาษี ที่แอปพลิเคชัน iTAX Pro (โหลดฟรีทั้งระบบ IOS และ Android)

error: Content is protected !!