สรุปมาตรการปลดล็อคเมืองระยะที่ 2 อะไรทำได้ ทำไม่ได้

ทั่วไป

หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยในเดือนพฤษภาคมมีแนวโน้มลดลงแล้ว รัฐบาลจึงประกาศมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 โดยมีผลเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2563  iTAX จึงสรุปมาให้ว่ามาตรการปลดล็อคเมืองระยะที่ 2 ตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 7) ของรัฐบาล เราทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้บ้าง

1. ยังห้ามออกนอกบ้านตอนกลางคืนอยู่ แต่ผ่อนคลายให้ถึงห้าทุ่ม

รัฐบาลยังคงประกาศห้ามทุกคนออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) ระหว่างเวลาห้าทุ่มถึงตีสี่ (23.00 – 04.00 น.) ของวันรุ่งขึ้น (ลดลง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ห้ามระหว่างเวลา 22.00 – 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น)

ส่วนข้อยกเว้นเคอร์ฟิว เช่น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ปฏิบัติราชการ หรือประกอบอาชีพเข้าเวรยามเวลากลางคืน ฯลฯ ยังคงยึดตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 3) ที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้

2. ผ่อนคลายให้ภาคธุรกิจ แต่ยังห้ามกิจกรรมสังสรรค์และการชุมนุม

รัฐบาลผ่อนคลายให้ภาคธุรกิจเปิดดำเนินการหรือทำกิจกรรมบางอย่างได้ หลังจากก่อนหน้านี้ผู้ว่าราชการหลายจังหวัดได้มีคำสั่งให้ปิดสถานประกอบการหลายแห่งเป็นการชั่วคราว ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และตามข้อกำหนด (ฉบับที่ 5) โดยสรุปกิจกรรมที่ทำได้/ไม่ได้เป็นกลุ่มธุรกิจดังนี้

1) ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป ที่ไม่ใช่สถานบริการ ผับ บาร์

ภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงอาหาร ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป สามารถเปิดดำเนินการได้ (ส่วนสถานบริการ ผับ บาร์ ยังไม่ได้รับอนุญาต)

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
 จำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน 

2) ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์

ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ได้รับอนุญาตให้เปิดดําเนินการได้จนถึงเวลาสองทุ่ม (20.00 น.) แต่พื้นที่และกิจกรรมที่เปิดดําเนินการได้นั้น ยังคงให้งดการจัดการแข่งขัน กิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนมาชุมนุมกันหนาแน่น

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
จำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคX ดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน
ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม X กิจกรรมการแข่งขัน
การให้บริการทั่วไปX กิจกรรมส่งเสริมการขาย
ร้านเสริมสวย ตัดผม ทำเล็บX กิจกรรมที่ทำให้มีคนมาชุมนุมกันหนาแน่น
คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สถานเสริมความงามX สถาบันกวดวิชา 
การเสริมความงามเรือนร่างและผิวพรรณ X การเสริมความงามบริเวณใบหน้า
 X โรงภาพยนตร์ 
X คาราโอเกะ 
  X สวนสนุก 
 X สวนน้ำ 
 X สวนสัตว์ 
 X สนุกเกอร์ บิลเลียด 
 X ร้านเกม 
 X ตู้เกม เครื่องเล่นหยอดเหรียญ 
 X ฟิตเนส
 X ร้านนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า 
 X ศูนย์ประชุม
  X ลานโบว์ลิ่ง
 X โรงมหรสพ 
 X สนามพระเครื่อง 
 X สถานที่เล่นสเก็ตหรือโรลเลอร์เบรด หรือการละเล่นอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน

3) ร้านค้าปลีก/ค้าส่ง หรือตลาดค้าส่งขนาดใหญ่

✓ ดำเนินการได้ตามปกติ

4) สถานที่บริการดูแล สถานที่พำนักอาศัย หรือสถานสงเคราะห์อื่นที่จัดสวัสดิการให้แก่เด็กหรือผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาระพึ่งพิง

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
เฉพาะที่มีการรับตัวไว้พักค้างคืนเป็นปกติดูแลไปกลับโดยไม่มีการค้างคืน

5) การถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
คณะทำงานหน้าฉาก + ทุกแผนก ไม่เกิน 50 คนX มีผู้ชมเข้าร่วมรายการ

6) ห้องประชุมในโรงแรมหรือศูนย์ประชุม

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
ประชุมสัมมนาแบบปิด (ประชุมคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือประชุม อบรม สัมมนา ที่ผู้เข้าร่วมมาจากหน่วยงานเดียวกัน และจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม)ประชุมสัมมนาแบบเปิดทั่วไป

7) คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม สถานเสริมความงาม

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
การเสริมความงามเรือนร่างและผิวพรรณ X การเสริมความงามบริเวณใบหน้า

8) ร้านทำเล็บ

✓ ดำเนินการได้ตามปกติ

9) ฟิตเนส

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
เล่นโยคะX การใช้เครื่องเล่น
✓ ฟรีเวทX เครื่องลู่วิ่ง 
  X จักรยานปั่น 
 การเล่นแบบรวมคลาสเป็นกลุ่ม

10) สถานที่หรือสนามออกกำลังกายในร่ม

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
แบดมินตันX มีผู้เล่นเกินฝั่งละ 3 คน
ตะกร้อX มีผู้ชมการแข่งขัน
✓ เทเบิลเทนนิส (ปิงปอง)
✓ สควอช
ยิมนาสติก
ฟันดาบ
ปีนผา
สระว่ายน้ำสาธารณะ
กีฬาประเภทที่ตามกติกาสากลไม่มีการปะทะกันระหว่างผู้เล่น

10) สระว่ายน้ำสาธารณะ

✓ ดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งสระว่ายน้ำกลางแจ้งและในร่ม

11) สวนพฤกษศาสตร์ สวนดอกไม้ พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ห้องสมุดสาธารณะ และหอศิลป์

✓ ดำเนินการได้ตามปกติ

12) อาคารสถานที่ของสถานศึกษา

 ทำได้X ยังถูกสั่งห้าม
✓ ให้ความช่วยเหลือ การสงเคราะห์ อุปถัมภ์ หรืออุปการะเด็กกำพร้าที่ประสบปัญหาครอบครัว เด็กยากไร้ หรือเด็กด้อยโอกาส และอาจเป็นกลุ่มเสี่ยงได้หากปล่อยให้เด็กอาศัยอยู่ในสถานที่พักอาศัยของตนหรือที่อื่นX จัดการเรียนการสอน การสอบ หรือการฝึกอบรม
✓ ทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์สาธารณะ โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาผ่อนผันการใช้สถานที่ดังกล่าว  

3. เจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่มีหน้าที่รับผิดชอบมาตรการ social distancing

แม้รัฐบาลจะผ่อนคลายให้เปิดสถานประกอบการหลายแห่งได้ แต่เจ้าของ/ผู้จัดการสถานที่ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค และดำเนินการจัดระเบียบและระบบต่างๆ ตามคำแนะนำ เงื่อนไข และเงื่อนเวลาที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือตามที่ทางราชการกำหนด เช่น การจัดระเบียบ social distancing การวัดไข้ การจัดฉากกั้น รวมถึงการ check-in และ check-out เมื่อมีบุคคลเข้ามารับบริการ เป็นต้น

โดยระหว่างนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบ แนะนำ ตักเตือน ห้ามปราม หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย รวมถึงเสนอให้ผู้ว่าฯ (หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย) สั่งปิดสถานที่นั้นเป็นการชั่วคราวเฉพาะรายได้ ทั้งนี้ หากภายหลังเจ้าของหรือผู้จัดการสถานที่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรการที่กำหนดแล้ว ผู้ว่าฯ ก็มีอำนาจสั่งให้เปิดดำเนินการใหม่ได้ (กรณีผู้ว่าฯ เป็นผู้สั่งปิด)

4. สั่งปิดเพิ่ม สนามชนโค สนามกัดปลา

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดมีคําสั่งปิดสนามชนโค สนามกัดปลา หรือสนามการแข่งขันอื่นในลักษณะทํานองเดียวกันเพิ่มเติม เนื่องจากพบว่าเป็นสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค

5. ผ่อนคลายได้ แต่ก็อาจกลับมาล็อคดาวน์ใหม่ได้ ถ้าสถานการณ์แย่ลง

อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศกลับเพิ่มขึ้นหรือเกิดโอกาสเสี่ยงมากขึ้น รัฐบาลอาจระงับหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งผ่อนคลายมาตรการบางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้

ที่มาของมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2

ก่อนหน้านี้การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า COVID-19 ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวัน และสถิติผู้เสียชีวิตในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีท่าทีว่าจะลดง รัฐบาลจึงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เพื่อป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดและลดอัตราผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว โดยที่ผ่านมามีการประกาศใช้ข้อกำหนดเพื่อควบคุมสถานการณ์ด้วย

เมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม จำนวนผู้ติดเชื้อสะสม ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันและสถิติผู้เสียชีวิตในไทยจึงลดลงหรืออยู่ในระดับที่ควบคุมได้อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงประกาศมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นมา