มาตรการเยียวยาโควิดรอบใหม่ 10 จังหวัด ใครมีสิทธิได้อะไรบ้าง

ทั่วไป

หลังจากที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบ มาตรการเยียวยาโควิดรอบใหม่ ในพื้นที่ 10 จังหวัด และมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยใช้งบประมาณราว 42,000 ล้านบาท ซึ่งเพจประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่องทางสื่อสารหลักบนเฟสบุ๊คของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ชี้แจงแผนการดำเนินการ มาตรการเยียวยาโควิดรอบใหม่ ว่าใครมีสิทธิได้รับการเยียวยาบ้าง สรุปได้ดังนี้

เปิด Full-text สัญญาจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ของรัฐบาลไทย

แพทยสภา เรียกร้องวัคซีน mRNA ให้หมอ ส่วนปชช.ต้องได้ฟรี ตาม รธน.

ลงทะเบียนไทยร่วมใจ ฉีดวัคซีนโควิดฟรี พื้นที่ กทม.

ตรวจสอบสิทธิโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33

มาตรการเยียวยาโควิดรอบใหม่ สำหรับลูกจ้างและกิจการที่ได้รับผลกระทบ ในพื้นที่ 10 จังหวัด วงเงิน 30,000 ล้านบาท

พื้นที่ที่ผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยาจาก มาตรการเยียวยาโควิดรอบใหม่ จะอยู่ในพื้นที่ควบคุมเข้มงวดและสูงสุด (พื้นที่สีแดงเข้ม) 10 จังหวัด ต่อไปนี้

  1. กรุงเทพมหานคร
  2. นครปฐม
  3. นนทบุรี
  4. ปทุมธานี
  5. สมุทรปราการ
  6. สมุทรสาคร
  7. นราธิวาส
  8. ปัตตานี
  9. ยะลา
  10. สงขลา

กลุ่มของกิจการที่จะได้รับการเยียวยาตาม มาตรการเยียวยาโควิดรอบใหม่

กลุ่มกิจการ 9 หมวด ได้แก่
  1. ก่อสร้าง
  2. ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร
  3. ศิลปะ บันเทิงและนันทนาการ
  4. กิจกรรมการบริการด้านอื่นๆ
  5. ขายส่งขายปลีกและซ่อมยานยนต์
  6. ขนส่งและสถานที่เก็บสินค้า
  7. กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุน
  8. กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ
  9. ข้อมูลข่าวสารและสื่อสาร
กลุ่มกิจการของถุงเงิน 5 กิจการ ได้แก่
  1. ร้านอาหารและเครื่องดื่ม
  2. ร้าน OTOP
  3. ร้านค้าทั่วไป
  4. ร้านค้าบริการ
  5. กิจการขนส่งสาธารณะ (ไม่รวมกิจการขนาดใหญ่)

แนวทางการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่ม

1. ลูกจ้างในระบบประกันสังคม (ม. 33) ในกิจการ 9 หมวด
  • รัฐจะจ่ายเงินเยียวยาให้ 50% ของรายได้ (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท) และจ่ายสมทบให้ลูกจ้างสัญชาติไทยอีก 2,500 บาทต่อคน รวมแล้วได้รับเงินเยียวยาสูงสุด 10,000 บาท โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
2. นายจ้างในระบบประกันสังคมในกิจการ 9 หมวด
  • รัฐจะจ่ายให้ตามจำนวนลูกจ้าง 3,000 บาทต่อราย สูงสุดไม่เกิน 200 คน โดยจะได้รับเงินเยียวยาในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
3. ผู้ประกันตนภาคสมัครใจในระบบประกันสังคม (ม. 39 และ ม. 40)
  • รัฐบาลจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ 5,000 บาทต่อคน โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
4. ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (freelance)
  • ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจของระบบประกันสังคมตาม ม. 40 ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท ตามกลุ่มที่ 3 โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
5. ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างแต่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม
  • ให้ขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างในระบบประกันสังคม ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อรับเงินช่วยเหลือตามกลุ่มที่ 1 และ 2 โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
6. ผู้ประกอบการที่ไม่มีลูกจ้าง และไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม
  • ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจของระบบประกันสังคมตาม ม. 40 ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท ตามกลุ่มที่ 3 โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
7. ผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน” 5 หมวด ภายใต้โครงการ “คนละครึ่ง” และโครงการ “เราชนะ” ที่มีลูกจ้าง
  • ให้ขึ้นทะเบียนเป็นนายจ้างในระบบประกันสังคม ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อรับเงินช่วยเหลือตามกลุ่มที่ 1 และ 2 เพื่อรับเงินเยียวยาเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564
8. ผู้ประกอบการในระบบ “ถุงเงิน” 5 หมวด ภายใต้โครงการ “คนละครึ่ง” และโครงการ “เราชนะ” แต่ไม่มีลูกจ้าง
  • ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภาคสมัครใจของระบบประกันสังคมตาม ม. 40 ภายในเดือนกรกฎาคม 2564 เพื่อรับค่าช่วยเหลือ 5,000 บาท ตามกลุ่มที่ 3 เพื่อรับเงินเยียวยาเข้าบัญชีพร้อมเพย์ ในวันที่ 6 สิงหาคม 2564

ระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 10 จังหวัด

  • 1 เดือน ทั้งนี้ อาจมีการขยายต่อตามสถานการณ์

มาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของประชาชนทั่วประเทศ ดังต่อไปนี้

1. มาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน วงเงิน 12,000 ล้านบาท สำหรับประชาชนทั่วประเทศ

มาตรการลดค่าไฟฟ้าทั่วประเทศ 2 เดือน (กรกฎาคม – สิงหาคม 2564)

บ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน
  • ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก
บ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือน
  1. หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้จริง
  2. หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าค่าไฟเดือนกุมภาพันธ์ 2564 หากไม่เกิน 500 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564
  3. หากใช้ 501 – 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือน กุมภาพันธ์ 2564 ในอัตรา 50% (ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  4. หากใช้มากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟเท่ากับหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บวกด้วยหน่วยที่มากกว่าหน่วยของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ในอัตรา 70% (ให้เป็นส่วนลดก่อนการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม)
กิจการขนาดเล็ก
  • ให้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 100 หน่วยแรก
กิจการขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เฉพาะอย่าง องค์กรไม่แสวงหากำไร และการสูบน้ำเพื่อการเกษตร
  • ให้ยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge) ไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2564

มาตรการลดค่าน้ำประปาทั่วประเทศ 2 เดือน (กรกฎาคม – สิงหาคม 2564)

  • ลด 10% สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นเวลา 2 เดือน คือ กรกฎาคม – สิงหาคม 2564

2. มาตรการความช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆ

มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา

ครม. เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หารือกับสถานศึกษาในสังกัดเพื่อกำหนดแนวทางลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในภาคเรียนที่ 1 /2564 และให้จัดทำโครงการที่รัฐร่วมสมทบส่วนลดบางส่วนให้แก่สถานศึกษา ให้เสนอ ครม. ภายใน 1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนด้วย 

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

ครม. มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หารือกับธนาคารพาณิชย์ ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย หรือเลื่อนงวดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ให้แก่ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการอย่างจริงจัง และกำหนดมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนสำหรับผู้ให้บริการนอกระบบการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย และกำหนดมาตรการจริงจังสำหรับผู้ทวงถามหนี้ที่ดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชนด้วย และให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด