กองทัพบกพบทุจริตเบี้ยเลี้ยง แต่ไม่พบการข่มขู่หมู่อาร์ม เตรียมเอาผิดวินัยร้ายแรง

ทั่วไป

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 มีรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ คมสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากกรณีที่ ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือ “หมู่อาร์ม” เสมียนงบประมาณแผนกโครงการและงบประมาณกองแผน โครงการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์ กรมสรรพวุธทหารบก ได้ออกมาเปิดเผยปัญหาทุจริตเบี้ยเลี้ยง ภายในกรมสรรพวุธทหารบกถูกผู้บังคับบัญชา และได้ร้องเรียนว่าถูกข่มขู่ คุกคามเอาชีวิต จากการเปิดเผยปัญหาทุจริตดังกล่าว

ตั้งคณะกรรมการสอบกรณีที่ทุจริตเบี้ยเลี้ยงแล้ว

คณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งมีนายทหารระดับพลเอก เป็นประธาน ได้พิจารณาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ได้ข้อสรุปดังนี้

1. พบทุจริตเบี้ยเลี้ยงภายในกรมสรรพวุธทหารบก

สำหรับประเด็นการทุจริตเบี้ยเลี้ยงภายในกรมสรรพวุธทหารบก คณะกรรมการพบว่ามีมูล จึงเตรียมทำเรื่องเสนอให้ ผบ.ทบ. ส่งให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

2. ไม่พบหลักฐานการข่มขู่เอาชีวิตหมู่อาร์ม

สำหรับประเด็นการข่มขู่ คุกคามเอาชีวิต หมู่อาร์ม คณะกรรมการพบว่าไม่มีมูล

เตรียมตั้งคณะกรรมการอีกชุดสอบหมู่อาร์มหนีทหาร เอาผิดวินัยร้ายแรง

นอกจากนี้รายงานข่าวเพิ่มเติมอีกว่าหมู่อาร์มได้กระทำผิดฐาน “หนีทหาร” ซึ่งเป็นความผิดวินัยทหารร้ายแรง โดยทางต้นสังกัดจะตั้งคณะกรรมสอบสวน โดยสถานการณ์ขณะนี้พบว่าหมู่อาร์มยังไม่ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเป็นเวลาเกิน 16 วันแล้ว ซึ่งต้นสังกัดจะส่งให้ศาลทหารพิจารณาออกหมายจับ ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ฐานหนีราชการในเวลาปกติ หากเกิน 15 วัน มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ควบคู่ไปกับ การดำเนินการความผิดทางวินัยร้ายแรง โดยการตั้งกรรมการสอบ ดำเนินการ ปลด ถอดยศ และจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าประมวลกฎหมายอาญาทหารกำหนดบทลงโทษกรณีหนีราชการในเวลาปกติได้บัญญัติบทลงโทษจำคุกไว้เพียงไม่เกิน 5 ปีเท่านั้น ซึ่งขัดจากแหล่งข่าวที่ระบุว่าโทษไว้ไม่เกิน 7 ปี จึงคาดว่าน่าจะเป็นบทลงโทษในฐานความผิดอื่นที่ไม่ใช่การหนีราชการ

รู้หรือไม่?

ประมวลกฎหมายอาญาทหาร เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ. 2454 ในรัชกาลที่ 6 โดยความผิดฐานหนีทหารนั้นมีมาตราที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

มาตรา ๔๕ ผู้ใดเป็นนายทหารช้ันสัญญาบัตร ชั้นประทวน ช้ันนายสิบ ช้ันจ่า หรือเป็นพลทหารก็ดี ถ้าและมันขาดจากหน้าที่ราชการโดยมิได้รับอนุญาต หรือมันขาดจากราชการในเมื่อพ้นกําหนดอนุญาตลาแล้วก็ดี แม้เป็นไปด้วยความเจตนาจะหลีกเลี่ยงจากราชการตามคําสั่งให้เดินกอง ทหาร หรือเดินเรือไปจากที่ หรือคําสั่งเรียกระดมเตรียมศึกน้ันไซร้ ท่านว่ามันมีความผิดฐานหนีราชการ อีกนัยหน่ึง มันขาดจากราชการ จนถึงกําหนดที่จะกล่าวต่อไปน้ี คือ

๑) ขาด ๒๔ ชั่วโมง ต่อหน้าราชศัตรู

๒) ขาด ๓ วัน ถ้ามิใช่ต่อหน้าราชศัตรู แต่ในเวลาสงครามหรือในเขตท่ีใช้กฎอัยการศึก

๓) ขาด ๑๕ วัน ในท่ีและเวลาอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้วดังนี้ไซร้ ท่านก็ว่ามันมี ความผิดฐานหนีราชการดุจกัน

มาตรา ๔๖ ผู้ใดกระทําความผิดฐานหนีราชการ ท่านว่ามันต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คือ

๑) ถ้ามันหลบหนีไปเข้าอยู่กับพวกราชศัตรู ท่านว่าโทษมันถึงตาย

๒) ถ้ามันกระทําความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญาจําคุกมันไว้จนตลอดชีวิต หรือมิฉะน้ันให้จําคุกมันไว้ยี่สิบปี

๓) ถ้ามันมิได้กระทําความผิดน้ันต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทําในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอํานาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจําคุกมันไว้ตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงสิบห้าปี

๔) ถ้ามันกระทําความผิดนั้นในเวลา หรือที่อื่นนอกจากท่ีว่ามาแล้ว ท่านให้ลงอาญาจําคุกมันผู้กระทําผิดนั้นไว้ไม่เกินกว่าห้าปี