Laffer Curve

โดย ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์ประจำวิชากฎหมายภาษีอากร

Laffer Curve (ล๊าบ-เฟอ-เคิฟ) เป็นกราฟเส้นที่ทำหน้าที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ของรัฐกับอัตราภาษี ว่าอัตราภาษีนั้นๆ มีความเหมาะสมหรือไม่ และอัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลงนั้นจะมีผลกับรายได้ของรัฐอย่างไรบ้าง*1


Edit

หลักการอธิบาย

กราฟเส้น Laffer Curve ทำหน้าที่อธิบายว่าการเก็บภาษีย่อมทําให้รัฐมีรายได้ เมื่อเก็บภาษีสูงขึ้น รัฐก็จะมีรายได้สูงขึ้น จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่รัฐจะเก็บภาษีอย่างเต็มที่เพราะมีอัตราที่เหมาะสม

ทั้งนี้ อัตราที่เหมาะสมไม่จําเป็นต้องมีแค่ 1 จุด และไม่จําเป็นต้องอยู่ที่อัตรา 50%*2 ซึ่งหลายๆ ครั้ง การลดภาษีลงก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจจนรัฐมีรายได้มากกว่าภาษีอัตราเดิมเสียอีก แต่เมื่อใดที่รัฐเก็บภาษีในอัตราที่สูงเกินกว่าจุดที่เหมาะสม รัฐจะเริ่มเก็บภาษีได้ลดลงหรือจนถึงขึ้นเก็บภาษีไม่ได้เลยก็เป็นไปได้เช่นกัน


Edit

การปรับใช้ในแต่ละประเทศ

อัตราภาษีที่ยุติธรรมจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของกฎหมายภาษีแต่ละประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดโดยทั่วไปในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น

  • ประเทศไทยเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราสูงสุดที่ 35% สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท ในขณะที่ประชากรไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนปีละ 5,640 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับ 111 ของโลก (จากการสำรวจปี 2559 โดย World Bank)*3
  • ประเทศสิงคโปร์เก็บภาษีอัตราสูงสุดที่ 20% สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 8 ล้านบาท (320,000 ดอลล่าร์สิงคโปร์)*4 ในขณะที่ประชากรในประเทศสิงคโปร์มีรายได้เฉลี่ยต่อคนปีละ 51,880 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับ 19 ของโลก (จากการสำรวจปี 2559 โดย World Bank)*5

จึงกล่าวได้ว่าหากคนไทยและคนสิงคโปร์มีรายได้เท่ากัน คนไทยจะเสียภาษีสูงกว่า ทั้งๆ ที่จากการสํารวจของ World Bank พบว่าประชากรไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนราวต่ำกว่าประชากรสิงคโปร์อยู่เกือบ 10 เท่า ดังนั้น อัตราภาษีที่ยุติธรรมจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละประเทศนั่นเอง


อ้างอิง


Img loading